การสอนแบบ Scaffolding ตอนที่ ๒

วิธีการสอนแบบ Scaffolding

ครูสามารถนำวิธีการสอนแบบ Scaffolding ไปใช้ได้กับการเรียนหลายรายวิชา  โดยเฉพาะรายวิชาที่เน้นให้นักเรียนมีทักษะในการปฏิบัติ  เช่น การอ่าน การเขียนภาษาอังกฤษและภาษาไทย การถอดสมการคณิตศาสตร์  หรือทักษะอื่นที่ผู้เรียนรู้สึกว่าเป็นงานยากให้สามารถทำได้สำเร็จ  และผู้เรียนสามารถพัฒนาความสามารถของตนได้ในระดับที่สูงขึ้น โดยวิธีการสอนแบบ Scaffolding นั้น ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าครูผู้สอนจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการสอนกี่ขั้นตอน  ครูเพียงแต่ยึดหลักการพื้นฐานในการสอนแบบ Scaffolding คือ การทำให้ดูเป็นตัวอย่างและการแนะนำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ จากการช่วยเหลือของครู แล้วค่อยๆ ลดความช่วยเหลือลงจนนักเรียนทำงานสำเร็จได้ด้วยตนเอง

การสอนแบบ Scaffolding เปรียบเทียบได้กับการทำงานของคนงานที่ต้องใช้นั่งร้าน (Scaffold) เข้าช่วยเพื่อสร้างตึกใหม่ โดยที่นั่งร้าน (Scaffold) เป็นโครงสร้างภายนอกที่ช่วยให้คนงานสร้างตึก จนกระทั่งสร้างเสร็จ ซึ่งเมื่อตึกมีความมั่นคงแข็งแรงดีแล้ว นั่งร้านที่ใช้ภายนอกก็สามารถเอาออกไปได้  จึงเปรียบเทียบทำนองเดียวกับการที่ครูให้ความช่วยเหลือแนะนำผู้เรียนในการทำงานชิ้นใหม่ หรืองานที่ในครั้งแรกผู้เรียนยังไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง  ให้สามารถทำด้วยตนเองได้แม้ว่าจะไม่มีความช่วยเหลือจากครูแล้ว   ในการสอนแบบ Scaffolding นั้น  ครูเป็นผู้เลือกเทคนิควิธีต่าง ๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมกับการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น การใช้ผังมโนทัศน์ในการวางแผนการปฏิบัติเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอด    การใช้ตัวแบบที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มผู้เรียนและการพูดชักจูงว่าผู้เรียนก็สามารถทำงานให้สำเร็จได้

ในที่นี้  จะยกตัวอย่างวิธีการสอนแบบ Scaffolding สำหรับการเขียนบทความเชิงวิชาการ  ซึ่งผู้เรียนมักจะบ่นว่าเป็นงานยาก  ผู้เรียนไม่คิดว่าตนเองจะทำได้  ให้ผู้เรียนสามารถเขียนบทความเชิงวิชาการให้สำเร็จได้โดยใช้การสอนแบบ Scaffolding

ตัวอย่างการสอนแบบ Scaffolding สำหรับการเขียนบทความเชิงวิชาการ

>>คลิกที่นี่เพื่อดูตัวอย่างแผนการสอนแบบ Scaffolding (file:Ex_scaffolding)<<

ข้อแนะนำในการสอนแบบ Scaffolding

จากแนวคิดในการสอนแบบ Scaffolding ดังที่กล่าวมา  สามารถวิเคราะห์สาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการแบบสแกฟโฟลด์ ได้ดังนี้คือ 1) ผู้เรียนต้องมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิดเห็นและประสบการณ์จากบุคคลอื่น  2) ผู้เรียนจะมองเห็นเป้าหมายของความสำเร็จที่ตั้งไว้ และรับรู้ความสามารถของตนในขณะนั้น  3) ผู้เรียนจะได้รับการช่วยเหลือเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้  และการช่วยเหลือนั้นจะยุติลงเมื่อผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานได้ด้วยตนเอง  4) งานที่มอบหมายให้ผู้เรียนควรเหมาะสมกับความสามารถของ  5) มีการประเมินความสามารถของผู้เรียนเป็นระยะ

________

อ้างอิง:

ดวงกมล สวนทอง. (2556). การวิจัยและพัฒนารูปแบบการสอนสแกฟโฟลด์ที่ส่งเสริมจิตลักษณะฉันทะและความสามารถในการเขียนบทความวิชาการของนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตเพชรบูรณ์. ปริญญานิพนธ์วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์ บัณฑิตวิทยาลัย.

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s