การสอนแบบ Scaffolding ตอนที่ ๑

แนวคิด ทฤษฎีที่เป็นที่มาของการสอนแบบ Scaffolding

Lev_Vygotskyการสอนแบบ Scaffolding มีที่มาจากทฤษฎีวัฒนธรรมทางสังคมของวีกอตสกี้  (Vygotsky’s Sociocultural Theory) เชื่อว่า พัฒนาการและการเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสังคม  ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยให้ความสำคัญกับบทบาทของสังคมต่อการพัฒนาทางปัญญาของผู้เรียน ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และมุมมองทางวัฒนธรรมของผู้เรียนเป็นปัจจัยสำคัญต่อพัฒนาการทางปัญญา (Dixon-Krauss. 1996; Hamilton; & Ghatala. 1994; สุรางค์ โค้วตระกูล. 2541)

การพัฒนาทางปัญญาของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ 1) เชาวน์ปัญญาขั้นต้น (Elementary mental process)  เป็นกระบวนการขั้นพื้นฐานที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ตามธรรมชาติที่ไม่ต้องเรียนรู้และมักมีความจำเป็นต่อการมีชีวิต  ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมจึงไม่มีอิทธิพลต่อกระบวนการเหล่านี้  2) เชาวน์ปัญญาขั้นสูง (Higher mental process)  เป็นกระบวนการทางปัญญาที่เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ที่ให้การอบรมเลี้ยงดู ถ่ายทอดวัฒนธรรมโดยใช้ภาษา (Hamilton; & Ghatala. 1994: 257; Crowl. Kaminsky; & Podell. 1997: 69-70; สุรางค์ โค้วตระกูล. 2541: 61-62) เชื่อว่าภาษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเชาวน์ปัญญาขั้นสูง นอกจากนั้น การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์โดยการทำงานร่วมกันจะทำให้บุคคลได้คิด และถ่ายทอดความคิดนั้นออกมา  ทำให้เกิดพัฒนาการทางปัญญา

วีกอดสกี้ (Vygotsky.1978) ได้เสนอมโนทัศน์ของ The Zone of Proximal Development หรือ ZPD ซึ่งเป็นการพัฒนาเชาวน์ปัญญาขั้นสูง คือช่วงหรือระยะห่างระหว่างระดับพัฒนาการทางปัญญาที่แท้จริง (Actual Development) ที่พิจารณาได้จากการที่บุคคลสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองและระดับศักยภาพของพัฒนาการ (Level of Potential Development) ซึ่งพิจารณาได้จากความสามารถที่บุคคลจะสามารถแก้ปัญหาได้  เมื่อได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ หรือได้ร่วมงานกับเพื่อนที่มีศักยภาพมากกว่า (Vygotsky. 1978: 86)  กล่าวโดยสรุปได้ว่ามโนทัศน์ของ ZPD เป็นระดับความสามารถที่อยู่นอกเหนือไป จากที่ผู้เรียนจะสามารถทำด้วยตนเอง  แต่การได้รับความช่วยเหลือจากผู้สอน  เพื่อน หรือผู้ที่มีศักยภาพมากกว่าโดยผ่านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม  จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถทำงานนั้นให้สำเร็จได้ ดังภาพประกอบ 1

ภาพประกอบ 1 การเปรียบบทบาทของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีต่อพัฒนาการ (ที่มา : Wing & Putney. 2002:88)

ภาพประกอบ 1 การเปรียบบทบาทของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีต่อพัฒนาการ
(ที่มา : Wing & Putney. 2002:88)

ในการประยุกต์ทฤษฎีวัฒนธรรมทางสังคมของวีกอตสกี้สู่การเรียนการสอนนั้น นักจิตวิทยาการศึกษาหลายท่านได้ศึกษาและขยายความเข้าใจในแนวคิดของวีกอตสกี้  และได้เสนอแนวคิดสู่การเรียนการสอนไว้ต่าง ๆ เช่น ทิศนา แขมมณี (2545: 92-93) เสนอแนะแนวทางในการจัดการเรียนรู้ว่า เด็กแต่ละคนจะมีระดับพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของตนที่เป็นอยู่  และมีระดับพัฒนาการที่ตนมีศักยภาพที่จะไปถึงได้  ช่วงห่างนี้เรียกว่า ZPD ซึ่งจะห่างแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล  ถ้าห่างมาก แสดงว่าเด็กยังไม่พร้อม  ต้องรอให้พร้อมหรือลดระดับงานให้ต่ำลง  โดยให้ความช่วยเหลือที่เรียกว่า Assited learning หรือ Scaffolding   ส่วนเอกเก้น และเคาชัค (Eggen; & Kauchak. 1997: 55) ได้เสนอแนวทางในการประยุกต์มโนทัศน์ของ ZPD ไว้ 3 ประการ ได้แก่ 1) การประเมินจาก ZPD จะนำไปสู่การทดสอบความสามารถของผู้เรียน เพื่อให้เข้าใจปัญหาที่แท้จริง  เป็นการใช้การประเมินที่เป็นพลวัตร  หรือประเมินอย่างต่อเนื่อง (Dynamic Assessment) 2) การกำหนดหรือจัดภาระงานให้สอดคล้องกับระดับพัฒนาของผู้เรียน  ภาระงานที่จัดให้นั้น ถ้าง่ายเกินไปการเรียนการสอนก็ไม่จำเป็น  แต่ถ้ายากเกินไปผู้เรียนจะสับสนและคับข้องใจ  ภาระงานควรเป็นบริบทที่มีความหมาย เช่น เสนอปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตผู้เรียน 3) การสนับสนุนด้านการเรียนการสอน ซึ่งการสนับสนุนการเรียนการสอนจะสำเร็จได้ ด้วยการประยุกต์มโนทัศน์ของการให้ความช่วยเหลือ แบบสแกฟโฟลด์ ต่อมา Parsons และคณะ (2001: 57) ก็เสนอการประยุกต์ทฤษฎีวัฒนธรรมทางสังคมสู่การปฏิบัติด้วยแนวทางดังนี้ คือ 1) ใช้กลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ประกอบไปด้วยผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน  2) จัดโอกาสให้มีการสอนแบบเพื่อนสอนเพื่อน (peer tutoring) จะช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนที่มีความสามารถมากกว่า  ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับความช่วยเหลือและทำงานภายใน ZPD ของตนเองได้  3) ใช้เทคนิคการประเมินอย่างต่อเนื่อง  เพื่อทดสอบระดับพัฒนาการที่อยู่ต่ำกว่าและสูงกว่า ZPD ในขั้นตอนนี้ ครูจะใช้คำถามหรือสิ่งกระตุ้นในระดับความซับซ้อนที่แตกต่างกันระหว่างกระบวนการประเมิน (Cronbach. 1990: Spector. 1992 อ้างถึงใน Parsons. Hinson. และ Sardo-Brown. 2001: 57) และเพื่อที่จะให้มั่นใจว่าผู้เรียนจะได้รับประโยชน์จากกระบวนการช่วยเหลือที่ให้ไป  ควรจดบันทึกระดับความสามารถของผู้เรียนในระยะก่อนและหลัง  4) พัฒนาแผนการเรียนการสอนที่มีเป้าหมายที่ ZPD ของผู้เรียนแต่ละคน

จากแนวคิดของนักการศึกษาเกี่ยวกับการนำมโนทัศน์ของ ZPD ไปสู่การเรียนการสอน สรุปได้ว่า มโนทัศน์ของ ZPD นำมาใช้ในการเรียนการสอน  โดยผู้สอนต้องประเมินความสามารถของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง  มอบหมายงานที่ไม่ง่ายหรือยากจนเกินไปให้แก่ผู้เรียน  และงานนั้นควรแยกเป็นขั้นตอนย่อย ๆ  ให้ผู้เรียนได้ร่วมมือกันทำงาน และได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  และให้ผู้เรียนได้รับการช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้เรียน  เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานนั้นได้ด้วยตนเอง

การสอนแบบ Scaffolding เป็นการประยุกต์แนวคิดของวีกอตสกี้มาสู่การเรียนการสอน  ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาความสามารถในการเรียนให้แก่ผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบ  โดยการให้การช่วยเหลือ  สนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยการสาธิต ปฏิบัติหรือทำให้ดู  การใช้คำถามกระตุ้นเตือน  การให้ข้อมูลป้อนกลับ โดยมีครูผู้สอนคอยให้การช่วยเหลือ  หรือผู้เรียนให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  เป้าหมายของการช่วยเหลือคือการให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานที่ผู้เรียนไม่สามารถทำให้สำเร็จด้วยตนเอง ให้เสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยตนเอง โดยการช่วยเหลือจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและลดลง ในขณะที่ผู้เรียนค่อย ๆ เพิ่มความสามารถในการปฏิบัติงานด้วยตนเอง (Rosenshine; & Guenther. 1992: 35 – 41)

การให้การช่วยเหลือ สนับสนุน เพื่อเสริมศักยภาพของผู้เรียนนั้น ผู้สอนต้องพิจารณาเลือกสรรกลยุทธ์ที่จะช่วยเหลือผู้เรียนให้เหมาะสม นักการศึกษาได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการช่วยเสริมศักยภาพไว้ต่าง ๆ เช่น วู้ด บรุนเนอร์ และรอส (Wood Bruner; & Ross. 1976: 98)  กล่าวว่าวิธีการที่ผู้สอนจะสามารถเสริมศักยภาพให้แก่ผู้เรียน ประกอบด้วย  1) การคัดสรรงานและแจกแจงงานให้เหมาะสม (Recruitment)  ในขั้นแรกของการทำงาน ผู้สอนต้องเลือกงานที่เหมาะสม  แจกแจงประเด็นที่ผู้เรียนสนใจ  และให้เชื่อมโยงกับสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในงานนั้น เช่น การสร้างความสนใจในงานที่ทำ ให้เห็นความสำคัญ เป้าหมายของงาน  2) การลดงานให้เป็นงานย่อย ๆ (Reduction in degree of freedom) เป็นการแจกแจงงานให้เป็นขั้นย่อย ๆ ไม่ซับซ้อน  ลดขนาดของงานลง  ให้งานมีลักษณะที่ง่ายขึ้น  แต่ละขั้นจะมีทักษะที่จำเป็นสำคัญ ๆ ซึ่งจะง่ายต่อการให้ข้อมูลป้อนกลับต่อผู้เรียน  ในระยะแรกให้ผู้เรียนทำงานในส่วนที่ทำได้  และครูทำในส่วนที่เหลือ  โดยครูผู้สอนจะต้องสะท้อนผลการเรียนรู้ (Feedback) เป็นระยะๆ สม่ำเสมอ ต่อเนื่องกัน เพื่อให้ผู้เรียนนำผลไปใช้เพื่อเพิ่มระดับการเรียนรู้ในแต่ละขั้นได้อย่าง ถูกต้อง 3) การสร้างแรงจูงใจอย่างต่อเนื่อง (Direction maintenance) เป็นการรักษาความสนใจของผู้เรียนให้คงอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยสร้างความท้าทาย  ให้ผู้เรียนไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ในระดับเหนือจากระดับที่ผู้เรียนเพิ่งทำงานได้สำเร็จ  4) กำหนดลักษณะสำคัญของสิ่งที่จะเรียนรู้ให้เด่นชัด (Marking critical features) เป็นการชี้ให้เห็นถึงคุณสมบัติสำคัญที่แสดงให้เห็นว่างานนั้นสำเร็จหรือไปถูกทางแล้ว เช่น การเน้นเสียงเป็นพิเศษในส่วนสำคัญ รวมถึงการบอกข้อบกพร่องหรือความคลาดเคลื่อนในงานที่ทำอยู่ กำหนดลักษณะสำคัญที่ควรพิจารณาของสิ่งที่จะเรียนรู้ให้เด่นชัด (Marking critical features) เช่น ผู้สอนเมื่ออธิบายเนื้อหาสาระบางอย่างที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ก็ควรเน้นเสียงเป็นพิเศษ หรือหากผู้เรียนเกิดความขัดแย้งในการทำความเข้าใจสิ่งที่เรียนรู้ ผู้สอนควรแปลความหมายของเรื่องที่กำลังเรียนรู้นั้นๆ เสียใหม่ ด้วยภาษาที่ให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่ายๆ และถูกต้องตรงกัน 5) การควบคุมปัญหาหรือความคับข้องใจของผู้เรียน (Frustration control)  การแก้ปัญหาหรืองานควรจะมีปัญหาหรือความเครียดอยู่ได้บ้าง  ดีกว่าที่จะไม่มีความเครียดเลย  ในการทำงานผู้สอนจะต้องช่วยให้ผู้เรียนไม่รู้สึกวิตกกังวลจากความผิดพลาด  ไม่ให้ผู้เรียนรู้สึกเสียหน้าจากความผิดพลาดของตนเอง  ผู้สอนดึงส่วนที่ผู้เรียนพอใจมาเป็นประโยชน์  หรือผู้สอนใช้วิธีการอื่น ๆ ที่ช่วยให้ผู้เรียนมีความเครียดเพียงเล็กน้อย   อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ผู้สอนต้องระมัดระวังความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ผู้เรียนพึ่งพาผู้สอนมากเกินไปในระหว่างทำกิจกรรม  6) การสาธิต (Demonstration) เป็นการแสดงตัวอย่างเพื่อเป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่ผู้เรียนเผชิญอยู่  และรวมถึงการให้ผู้เรียนเกิดการเลียนแบบและเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมคุณลักษณะเฉพาะตัวของผู้เรียน  ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดของ Eggen และ Kauchak (1997: 57) ที่เสนอว่า กลยุทธ์ในการเสริมศักยภาพแบ่งได้เป็น 5 แบบ คือ 1) การเป็นตัวแบบ (Modeling) เช่น การแสดงวิธีการแก้ปัญหา  2) การคิดดัง ๆ (Think-aloud) เป็นตัวแบบของกระบวนการ  โดยให้ผู้เรียนได้ทราบถึงการคิดของครูในขณะที่กำลังแก้ปัญหา  3) การใช้คำถาม (Questions) การใช้คำถามจะเป็นการช่วยเหลือเจาะประเด็นความสนใจ  และการแนะนำทางเลือก  4) การปรับสาระการเรียนการสอน (Adapting instructional material) เช่น การปรับงานให้มีความง่าย หรือเป็นลำดับงานย่อย ๆ  5) การใช้สิ่งเตือนหรือตัวชี้แนะ (Prompts and clues) เช่น การวางแผนการเขียนที่จะช่วยให้ผู้เรียนจัดการ  จัดระบบการคิดของตนเองก่อนเขียนงานที่ได้รับมอบหมาย  การช่วยเหลือนี้จะหยุดเมื่อผู้เรียนซึมซับเอาแผนงานต่าง ๆ หรือขั้นตอนต่าง ๆ ไว้ในตนเองอย่างอัตโนมัติแล้ว  นอกจากนี้ Larkin (2001: 30-34) ยังให้คำแนะนำในเรื่องการช่วยเหลือผู้เรียนด้วยว่า การสอนแบบ Scaffolding เป็นการช่วยเหลือสนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถทำงานให้สำเร็จ  เมื่อผู้เรียนต้องเรียนรู้สิ่งใหม่หรือสิ่งที่ยาก  ผู้เรียนอาจจะต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น  และเมื่อผู้เรียนเริ่มจะทำงานนั้นได้สำเร็จ  การช่วยเหลือสนับสนุนนั้นจะค่อย ๆ ลดลง  จนกระทั่งผู้เรียนสามารถรับผิดชอบหรือทำงานนั้นได้ด้วยตนเอง  การช่วยเหลือจะยุติลง

นอกจากนี้  โรเซนชายน์ และ กึนเธอร์ (Rosenshine and Guenther. 1992: 35-41) ได้ให้คำอธิบายว่าประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 6 ประการ ได้แก่ 1) กิจกรรมก่อนสอน ประกอบด้วยกิจกรรมที่จำเป็น คือ การระบุว่าทักษะที่ต้องการพัฒนาอยู่ในขอบเขตการพัฒนาตามศักยภาพของผู้เรียน  ผู้สอนต้องตระหนักอยู่เสมอว่า การช่วยเสริมศักยภาพนั้นจะนำไปใช้ได้เฉพาะในขอบเขตที่ผู้เรียนจะพัฒนาได้จากการเรียนรู้เท่านั้น  มีการพัฒนาการช่วยเหลือเฉพาะ (specific scaffold) อย่างเหมาะสมกับสิ่งที่จะพัฒนาหรือที่จะใช้ในการส่งเสริมการเรียนรู้  เช่น การพัฒนาทักษะการทำผังมโนทัศน์  สิ่งสนับสนุนทางปัญญาจะเป็นการให้ผู้เรียนระบุประเด็นสำคัญหรือใจความหลักโดยใช้คำหรือวลีสั้นๆ  และการเชื่อมโยงประเด็น เป็นต้น  และมีการควบคุมความยุ่งยากของงาน โดยเริ่มต้นจากงานที่ง่าย และค่อยๆ เพิ่มความซับซ้อนของงานโดยสอนแต่ละขั้นตอนแยกจากกัน  2) กิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนมีประสบการณ์  โดยผู้สอนเป็นตัวแบบแสดงขั้นตอนต่างๆ ในการทำงาน  การใช้คำพูดแสดงการคิด หรือคิดดังๆ  และการบอกให้ผู้เรียนทราบเกี่ยวกับข้อผิดพลาดที่มักจะพบ 3) ครูแนะนำทางปฏิบัติแก่ผู้เรียน  ขณะที่ผู้เรียนพยายามทำงานในสถานการณ์ใหม่  เช่น การใช้คำพูด  การเตือนในสิ่งที่ผู้เรียนมองข้ามไป  การให้คำแนะนำในสิ่งที่ควรได้รับการพัฒนาปรับปรุงโดยครูอาจทำให้ดูเป็นตัวอย่าง  การทำงานเป็นกลุ่มเล็กๆ เป็นต้น  4) ผู้เรียนได้ประเมินการทำงานของตนเอง  โดยใช้แบบตรวจสอบรายการ (checklist)  5) ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติอย่างอิสระในสถานการณ์ใหม่ที่จัดให้  โดยครูรวมขั้นตอนต่างๆ ไว้ด้วยกัน  และการช่วยเหลือสนับสนุนจากครูจะค่อยๆ ลดลง   6) ผู้เรียนประยุกต์การเรียนรู้สู่สถานการณ์ใหม่  ให้ฝึกในสถานการณ์ที่มีลักษณะต่างไปจากเดิม  เพื่อให้ผู้เรียนได้ผสานความรู้ที่ได้ไปสู่สถานการณ์ใหม่

จากแนวคิดในการสอนแบบ Scaffolding ดังที่กล่าวมา  สามารถวิเคราะห์สาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการแบบสแกฟโฟลด์ ได้ดังนี้คือ 1) ผู้เรียนต้องมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิดเห็นและประสบการณ์จากบุคคลอื่น  2) ผู้เรียนจะมองเห็นเป้าหมายของความสำเร็จที่ตั้งไว้ และรับรู้ความสามารถของตนในขณะนั้น  3) ผู้เรียนจะได้รับการช่วยเหลือเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้  และการช่วยเหลือนั้นจะยุติลงเมื่อผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานได้ด้วยตนเอง  4) งานที่มอบหมายให้ผู้เรียนควรเหมาะสมกับความสามารถของ  5) มีการประเมินความสามารถของผู้เรียนเป็นระยะ

ตอนต่อไปจะได้กล่าวถึงวิธีการสอนแบบ Scaffolding 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s