การจัดการเรียนรู้แบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ตอนที่ ๓

การจัดการเรียนรู้แบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ตอนที่ ๓
Creative Problem Solving (CPS)

ทักษะของครูที่ช่วยให้การจัดการเรียนรู้ประสบความสำเร็จ

เพื่อให้การจัดการเรียนรู้ประสบความสำเร็จ แต่ละขั้นตอนของกิจกรรมการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ครูจะต้องฝึกฝน และใช้ทักษะดังนี้

1. เข้าใจกระบวนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

_MG_5002 copyหลักการ การเข้าใจแนวคิด ทฤษฎีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากกระบวนการในกิจกรรมการเรียนรู้ถูกปรับมาจากขั้นตอนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จากครูจะถูกถ่ายทอดไปยังนักเรียน

แนวปฏิบัติ ครูศึกษาหลักการ ขั้นตอนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ในคู่มือ จากนั้นจึงทำแบบฝึกในภาคผนวกที่ 1 ซึ่งมีแนวทางการตอบคำถามอยู่ หลังจากนั้นจึงนำแนวทางการแก้ปัญหาไปทดลองใช้จริง

2. เร้าความสนใจของนักเรียน การท้าทายต่อวัตถุประสงค์หรือปัญหา

หลักการ การเร้าความสนใจด้วยสถานการณ์ที่เป็นปัญหา ทำให้ผู้เรียนมีความสนใจและใส่ใจต่อปัญหา เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ เมื่อนักเรียนใส่ใจหรือสนใจ จะช่วยให้การจัดการเรียนรู้ดำเนินไปได้ จนบรรลุวัตถุประสงค์ การเร้าความสนใจในการจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์มีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การเร้าความสนใจด้วยสถานการณ์ การเร้าความสนใจด้วยคำถาม รวมถึงบุคลิกภาพของครู

แนวปฏิบัติ ครูต้องกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้น สนใจและพร้อมที่จะเรียนหรือทำกิจกรรม โดยใช้สถานการณ์ที่สอดคล้องกับตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ที่ปรากฏในหลักสูตร  หรือการถามเพื่อให้นักเรียนได้คิดและสนใจ ท้าทายความอยากรู้อยากเห็นของผู้เรียน ครูต้องคล่องแคล่วและมีอารมณ์ขัน ครูต้องมีความตั้งใจในการสอนและเตรียมการสอนอย่างดีทั้งเนื้อหา สื่อการเรียนรู้ และกิจกรรมการเรียนรู้

3. การวางเป้าหมาย

หลักการ ในการทำกิจกรรมการเรียนรู้เป็นสิ่งที่นักเรียนจะใช้ยึดเพื่อประเมินความสำเร็จของกิจกรรมการเรียนรู้ หรือในการแก้ปัญหา เกิดแรงจูงใจหรือกำลังใจในการเรียนรู้ นักเรียนก็จะพยายามเรียนรู้เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายการเรียนรู้ ดังนั้นควรทำให้นักเรียนดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้โดยมีเป้าหมาย และประเมินตนเองจากความสำเร็จตามเป้าหมาย

แนวปฏิบัติ ครูอาจจะถามนักเรียนว่า ท้ายที่สุดแล้ว ในการเรียนรู้เรื่องนี้สิ่งที่นักเรียนต้องการคืออะไร แล้วสอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ที่เรียนอย่างไร โดยที่เป้าหมายนั้นครูอาจจะแนะนำให้นักเรียนทราบว่าการวางเป้าหมายนั้นนั้นจะต้องพิจารณาจาก 4 ประการคือ ความเป็นไปได้ ความมีประโยชน์ การบันทึกไว้เป็นลายลักอักษร และ ความชัดเจน โดยที่ควรเป็นเป้าหมายระยะสั้นที่สุด ซึ่งใช้เวลาไม่เกินชั่วโมงเรียนนั้น เพราะจะทำให้นักเรียนเห็นผลที่เกิดจากการเรียนรู้ได้อย่างชัดเจน ก่อให้เกิดกำลังใจในการเรียนเนื้อหาต่อไป

4. ฝึกการคิดแก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ และคิดอย่างมีวิจารณญาณ

1361138258-GoldPR2100-o

หลักการ  การฝึกความคิดระดับสูงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้นักเรียนได้เพิ่มความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เนื่องจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ต้องพัฒนาให้นักเรียนที่ได้ใช้ทักษะทางความคิดระดับสูงเป็นประจำ คือการแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และความคิดวิจารณญาณ

แนวปฏิบัติ  การฝึกความคิดระดับสูงนั้นครูอาจจะจัดกิจกรรมได้หลายกิจกรรม ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช่น ให้นักเรียนบอกข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของสิ่งที่ศึกษาตามที่สังเกตให้ได้มากที่สุด  มีการเชื่อมโยงลักษณะจากการสังเกตกับลักษณะที่เคยรู้มาก่อนหรือจากประสบการณ์เดิม  หรืออาจจะให้นำของอย่างน้อย 2 สิ่งที่จะเปรียบเทียบมาจัดให้อยู่บนฐานเดียวกันตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น การเลือกปัญหาที่แท้จริง และการเลือกวิธีการแก้ปัญหาด้วยเกณฑ์ที่สร้างขึ้น บางครั้งอาจจะให้นักเรียนคิดเชื่อมโยงเรื่องที่คิดกับความรู้/ประสบการณ์/ความรู้สึก/ความคิดเห็นของตนอย่างรวดเร็วเพื่อให้ได้วิธีการแก้ปัญหา สาเหตุของปัญหาจำนวนมาก  โดยที่ครูต้องหาตัวอย่างของประเภท /ชนิด / แบบ / ลักษณะของสิ่งที่คิดเพื่อช่วยให้นักเรียนขยายข้อมูลของประเด็นที่คิดให้ได้รายละเอียด เพิ่มมากขึ้น จากนั้นจึงให้นักเรียนอธิบายความเข้าใจของตนในเรื่องที่รู้ ยกตัวอย่างและตอบคำถามในเรื่องนั้นทั้งในกลุ่มและการนำเสนอในชั้นเรียน

ครูอาจจะจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้พิจารณาทางเลือกการแก้ปัญหาหรือแม้แต่การหาข้อมูลที่จะทำให้ปัญหามีความชัดเจน  โดยพิจารณาข้อมูลโดยใช้หลักเหตุผลและระบุทางเลือกที่หลากหลาย มีกระบวนการประมวลข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากการคิด ทางกว้าง คิดทางลึกซึ้ง คิดอย่างละเอียด  เพื่อการระบุเป้าหมายหรือปัญหาที่ต้องการตัดสินใจนำเสนอ วิพากษ์วิจารณ์ ท้ายสุดต้องมีการเผยแพร่ผลงาน

5. การอภิปรายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้

หลักการ นักเรียนต้องมีโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มและภายในกลุ่ม เมื่อนักเรียนได้แสดงความคิดเห็นต่อข้อมูลที่เพื่อนนำเสนอจะเป็นการฝึกให้นักเรียนได้ใช้ความคิดระดับสูง ฝึกการใช้ภาษา และได้รับความรู้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตลอดเจ้าของความคิดจะได้นำความคิดนั้นมาปรับปรุงขั้นตอนหรือกระบวนการแก้ปัญหาของตน รวมทั้งคนที่ฟังเพื่อนแสดงความคิด จะได้ปรับปรุงข้อบกพร่องที่มีลักษณะคล้ายกันในงานของตนได้

แนวปฏิบัติ ครูเป็นผู้สังเกตการณ์ และกระตุ้นความคิดแก่นักเรียนขณะทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการสังเกตการแสดงออกของนักศึกษาทุกคน ให้กำลังใจนักศึกษาช่วยกันอภิปราย ป้องกันนักศึกษาพูดนอกลู่ นอกทาง ใช้คำถามเปิดในการกระตุ้น ตักเตือน แก้ไข ครูต้องสามารถประเมินได้ว่าในเนื้อหาการอภิปรายของนักเรียนนั้น กลุ่มได้บรรลุตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ ซึ่งเป็นเป้าหมายของการแก้ปัญหานั่นเอง นอกจากนี้ ครูควรมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ที่จำเป็นในการอภิปราย เช่น ประธานหรือผู้นำในการ อภิปราย เลขานุการผู้จดบันทึก และผู้รักษาเวลา และพิจารณาว่าสมาชิกลุ่มทุกคนควรมีความเข้าใจตรงกันว่าตน มีบทบาทหน้าที่ที่จะต้องช่วยให้กลุ่มทำงานได้สำเร็จ มิใช่ปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของสมาชิกเพียงบางคน เช่น ให้ข้อมูล แสดงความคิดเห็น ซักถาม โต้แย้ง สนับสนุน ช่วยไม่ให้ กลุ่มออกนอกเรื่อง และสรุป ครูควรให้รู้คำแนะนำก่อนถึงความสำคัญของการให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีส่วนร่วมในการอภิปรายอย่างทั่วถึง ไม่ให้มีการผูกขาดการอภิปรายโดยผู้ใดผู้หนึ่ง ควรมีการจำกัดเวลาของการอภิปรายแต่ละประเด็น มิฉะนั้นการอภิปรายอาจเยิ่นเย้อ และประเด็นที่อยู่ท้าย ๆ จะไม่ได้รับการอภิปราย

6. กำกับติดตาม ให้คำปรึกษา ชี้แนวทางและต่อยอดความรู้

หลักการ  การสร้างความใกล้ชิดกับนักเรียนในระหว่างการทำกิจกรรม เนื่องจากนักเรียนย่อมประสบปัญหา การช่วยเหลือ ดูแลนักเรียนทั้งในขณะทำกิจกรรมเดี่ยว และกิจกรรมกลุ่ม จะช่วยให้นักเรียนไปสู่เป้าหมายในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น โดยอาจจะชี้ให้เห็นการปฏิบัติของนักเรียนเมื่อเทียบกับเป้าหมาย มีการสอบถาม การให้คำแนะนำ และนำความรู้ ประสบการณ์ของนักเรียนที่เกิดขึ้นกระตุ้นให้เขาต่อยอดความรู้ และวางแนวทางในการดำเนินการแก้ปัญหาต่อไป

แนวปฏิบัติ ครูมีบทบาทในการกำกับติดตามนักเรียนทุกคนทุกกลุ่ม ว่าทำกิจกรรมอย่างไร ครบหรือไม่ เป็นไปตามความมุ่งหมายในการจัดการเรียนรู้หรือไม่ ประสบปัญหาหรือไม่ พร้อมกับชี้แนะแนวทางในการแก้ปัญหา รวมทั้งการให้นักเรียนต่อยอดความรู้ที่ค้นพบจะช่วยให้นักเรียนเกิดบุคลิกการแสวงหาความรู้ อาจจะใช้การยกตัวอย่าง การสอบถามนักเรียน ครูอาจจะทำเป็นตัวอย่างให้นักเรียนทำตามเพื่อต่อยอดกิจกรรมให้ดียิ่งขึ้น

7. ใช้ข้อมูลที่หลากหลาย

หลักการ การจัดการเรียนรู้ไม่ควรเน้นแหล่งการเรียนรู้ที่เป็นหนังสือเพียงอย่างเดียว ควรให้นักเรียนได้ใช้แหล่งการเรียนรู้ที่มีอยู่ใกล้ตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น สภาพแวดล้อมของโรงเรียน ห้องสมุดของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รวมทั้งแหล่งสืบค้นจากภายนอกเช่น ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องที่นักเรียนกำลังศึกษา อินเทอร์เนต ซึ่งระบบเครือข่ายต้องเอื้อต่อการสืบค้นของนักเรียนด้วย

แนวปฏิบัติ ควรควรสอบถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ที่สร้างขึ้นกับนักเรียนว่า สถานการณ์มีความชัดเจนมากน้อยเพียงใด แต่ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง และจะค้นได้จากแหล่งใด ครูอาจจะต้องมีข้อมูลมาให้นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมบ้าง รวมถึงแหล่งของการสืบค้น นอกจากนี้ครูจะต้องให้นักเรียนได้วิเคราะห์คามน่าเชื่อถือของข้อมูลที่สืบค้นด้วย

8. การตั้งคำถาม

หลักการ การตั้งคำถามเป็นหัวใจของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ที่จะสนองความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียน ช่วยในการประเมินผลการเรียนรู้ ช่วยเชื่อมโยงความรู้เก่าไปสู่ความรู้ใหม่ในที่นี้แบ่งตามประเภทผู้ใช้ได้ 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นครูถามนักเรียน และส่วนที่นักเรียนถามตนเองเพื่อนำไปสู่การค้นหาความรู้ ปัญหา

ArtQuestionแนวปฏิบัติ ครูถามเพื่อเร้าความสนใจเข้าสู่บทเรียน และเพื่อความเข้าใจของนักเรียนในบทเรียน คำถามควรเป็นคำถามประเภทความจำง่ายๆ ถามให้อธิบายเหตุผล ถามให้สรุปเหตุผลหรือหลักการ หรือกล่าวได้ว่าจะต้องใช้ทั้งความถามระดับพื้นฐานคือถามเกี่ยวกับความจำ รายละเอียด และคำถามขั้นสูงคือถามให้วิเคราะห์สังเคราะห์ ตัดสิน ครูควรคำนึงถึงว่าประสบการณ์ของครูกับนักเรียนที่มีความแตกต่างกัน ต้องมีการให้เวลาแก่นักเรียนในการตอบ พยายามถามนักเรียนให้ทั่วถึง พยายามช่วยเหลือให้นักเรียนที่ไม่เคยเสนอตัวตอบคำถามเลย เมื่อนักเรียนตอบถูก ครูต้องให้การเสริมแรงที่เหมาะสม เช่นยิ้ม พยักหน้า ชม ในส่วนของนักเรียน ครูต้องฝึกให้นักเรียนสามารถสร้างคำถามกระตุ้นความอยากรู้ด้วยตนเอง จะช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้สึกท้าทายการเรียนรู้

9. การให้ข้อมูลย้อนกลับ

หลักการ เมื่อนักเรียนทำกิจกรรม ควรมีข้อมูลย้อนกลับเพื่อนักเรียนจะได้ทราบว่าผลการทำกิจกรรมเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งที่ให้ย้อนกลับไปสู่นักเรียนนั้นควรจะมีทั้งเนื้อหาที่นักเรียนได้เรียนรู้ และกระบวนการแก้ปัญหาหรือขั้นตอน กิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน จะช่วยให้นักเรียนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมการเรียนรู้กับผลที่เกิดขึ้นและสามารถนำไปปรับปรุงในการเรียนครั้งต่อไปได้

แนวปฏิบัติ ครูจะต้องให้ข้อมูลย้อนกลับจากการทำกิจกรรมแก้ปัญหาให้กับนักเรียนที่ชัดเจนในพฤติกรรม สามารถเห็นได้ตรงกันทั้งครูและนักเรียน และควรเป็น ข้อมูลที่มีทั้งข้อมูลในแง่บวก (positive feedback) และข้อมูลในแง่ลบ (negative feedback) ว่าพฤติกรรมหรือระดับความสามารถของเขาในส่วนใดที่เป็นไปในทางที่เหมาะสม แล้ว และพฤติกรรมหรือความสามารถในด้านใดที่เขายังทำได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ครูตั้งไว้ ควรเปิดโอกาสให้เขาได้ แสดงความเห็นด้วยว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร มีแนวทางในการพัฒนาในส่วนใดที่เขาคิดว่าน่าจะดำเนินการก่อน แนวทางในการพัฒนาในด้านใดที่เขาคิดว่าไม่สามารถทำได้  ควรให้ข้อมูลย้อนกลับ แก่ผู้เรียนในขณะที่ไม่ได้มีอารมณ์โกรธหรือฉุนเฉียว เลือกจังหวะที่อารมณ์ตนเป็นกลาง มีเจตนาที่ดีที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิด การพัฒนาอย่างเหมาะสม และทำโดยไม่มีการตัดสินว่าผู้เรียนคนนั้นดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด แต่เน้นที่พฤติกรรมหรือการแสดงออกของผูเรียนคนนั้นๆ ว่าพฤติกรรมใดดี พฤติกรรมใดควรปรับปรุง

ทั้งนี้สามารถสรุปเป็นภาพประกอบรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ได้ดังนี้

CPS

ภาพประกอบ รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (สิทธิชัย ชมพูพาทย์, 2554)

ในตอนถัดไปตอนสุดท้ายจะได้กล่าวถึงแนวทางการวัดและประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของครูและนักเรียน…โปรดติดตาม

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s